สธ.งัดข้อมูลวิชาการลบล้างความเชื่อผิดๆ ‘กินไข่’ แล้วทำให้เกิดแผลเป็น-แผลปูด

 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเดือนตุลาคม สบส.ได้สำรวจความเชื่อด้านสุขภาพของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศประเทศ จำนวน 501 คน เกี่ยวกับการดูแลรักษาบาดแผลทั่วไป พบว่า ร้อยละ 60 มีความเชื่อผิดๆ ว่ากินไข่ทำให้แผลปูดและเป็นแผลเป็น โดยผู้หญิงเชื่อร้อยละ 61 ผู้ชายเชื่อร้อยละ 58 กลุ่มอายุที่มีความเชื่อเรื่องนี้มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 68 และผู้มีระดับการศึกษาต่ำจะมีความเชื่อเรื่องนี้สูงตามลำดับ ดังนี้ ประถมศึกษา ร้อยละ 63 มัธยมศึกษา ร้อยละ 60 สูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 46 ภาคที่เชื่อมากที่สุด คือ ภาคเหนือ ร้อยละ 74 ภาคกลาง ร้อยละ 69 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 62 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 55 ภาคใต้ ร้อยละ 39

“หัวใจสำคัญของการดูแลบาดแผลทุกชนิดไม่ว่าแผลถลอก แผลเล็ก แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและแผลผ่าตัด มี 2 ข้อ คือ 1.การรักษาความสะอาดแผล ป้องกันการติดเชื้อโรค และ 2.การบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น โดยสารอาหารที่ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ได้แก่ 1.โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น 2.วิตามินซีทำหน้าที่สร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ และช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น มีมากในผลไม้สดทุกชนิด แต่พบมากในฝรั่ง มะละกอ ส้มต่างๆ บร็อกโคลี พริกหวานสีแดง 3.สังกะสี พบมากในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ตับ ถั่วเหลือง ช่วยให้เซลล์จับกับวิตามินกระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น ดังนั้น ไข่จึงไม่ใช่อาหารแสลง หรืออาหารต้องห้าม” นพ.ประภาสกล่าว และว่า แผลเป็นที่ปูดโต ไม่ได้เกี่ยวกับการกินไข่ แต่เป็นธรรมชาติเนื้อหนังของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน ล่าสุด ได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เร่งให้ความรู้ประชาชนแล้ว